การใช้คลอรีน ในสระว่ายน้ำ

การใช้คลอรีน ในสระว่ายน้ำ
ช่วงหน้าร้อน หลายคนคงอยากกระโดดน้ำ ลงไปแหวกว่ายในสระว่ายน้ำให้ฉ่ำใจ เพราะเห็นน้ำใสสะอาดน่าเล่น แต่คุณรู้หรือไม่ว่า น้ำในสระว่ายน้ำส่วนใหญ่ จะมีการผสมสารเคมีภัณฑ์ ที่มีชื่อว่า คลอรีน (Chlorine) เราอาจจะเคยได้ยินชื่อ แต่ไม่รู้ว่ามันคือสารอะไร มีประโยชน์และโทษอย่างไร เราจะมาอธิบายแบบคร่าวๆ ให้คุณเข้าใจเพื่อที่จะได้ใช้มันได้อย่างเข้าใจ

คลอรีน คืออะไร ?

คลอรีน เป็นสารเคมีที่มีประสิทธิภาพสูง ถูกนำมาใช้สำหรับการฆ่าเชื้อโรค และนำไปใช้ในด้านต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นด้านอุตสาหกรรม เกษตรกรรม ตลอดจนสาธารณสุข ที่เห็นได้ชัดคือการนำมาเป็นสารในการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ของขบวนการผลิตน้ำดื่ม-น้ำใช้ ในโรงงานอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ฟาร์มเลี้ยงปศุสัตว์ ฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำ ในตลาดสดหรือครัวเรือน รวมทั้งใช้ในการบำบัดน้ำเสียจากแหล่งต่างๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสระว่ายน้ำ

คลอรีนที่ใช้โดยทั่วไปแบ่งได้เป็น 3 รูปแบบ คือ

คลอรีนที่มาในรูปแบบก๊าซ
คลอรีนที่มาในรูปแบบน้ำ
– โซเดี่ยมไฮโปคลอไรท์ ( คลอรีนน้ำ )
– คลอรีนเหลว ( Liquid Chlorine )
– น้ำยาฟอกขาว (Liquid Calcium Hypo
คลอรีนที่มาในรูปแบบของแข็ง
– แคลเซี่ยม ไฮโปคลอไรท์
– โซเดี่ยมไดคลอโร ไอโซไซยานูเรท ( DCCNa )
– ไตรคลอโรไอโซไซยานูริคแอซิด
คลอรีน ในสระว่ายน้ำ

สระว่ายน้ำ ได้มีการนำสารคลอรีนมาผสมในน้ำ เพื่อช่วยฆ่าจุลินทรีย์หรือเชื้อโรคต่างๆ เพราะในแต่ละวันจะมีคนจำนวนมากมาว่ายน้ำ ซึ่งแต่ละคนก็จะมีจุลินทรีย์จากร่างกาย เช่น เหงื่อ ขับออกมาทำให้เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคได้ ทั้งนี้ปริมาณคลอรีนในสระว่ายน้ำที่ใช้จะมีปริมาณ 0.6 – 1.0 ส่วนในล้านส่วน แต่ในปัจจุบัน ผู้ดูแลสระว่ายน้ำได้นำคลอรีนมาใส่ในปริมาณที่เกินมาตรฐาน หรือไม่ก็นำสารประกอบคลอรีนอื่นๆ มาใช้ ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพผู้ใช้บริการได้ง่าย ยิ่งเข้าหู ตา จมูก ก็อาจจะทำให้เกิดปฏิกิริยา เกิดการสะสมในร่างกายได้

สรุปประโยชน์ และโทษของสารคลอรีน

คลอรีน ถือว่าเป็นสารที่มีมีปลอดภัยสูง เพราะสามารถฆ่าเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้น้ำใสสะอาดปลอดเชื้อ และสามารถสลายตัวได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่ต้องใส่ในปริมาณที่เหมาะสม
หากใช้ในปริมาณที่มากเกินอัตราส่วนที่กำหนด อาจเป็นอันตรายต่ออวัยวะของร่างกายได้ เช่น ตา จมูก ผิวหนัง เมื่อถูกคลอรีนจะอักเสบและบวมพอง ถ้าสูดดมเข้าไปจะทำให้เกิดอาการอึดอัด หายใจไม่สะดวก เจ็บคอ แน่นหน้าอก ถ้าได้รับสารปริมาณมาก ก็อาจทำให้เสียชีวิตได้
ทีมนักวิจัยจากศูนย์วิจัยระบาดวิทยาสิ่งแวดล้อม (Centre of Research in Environmental Epidemiology : CREAL) และสถาบันวิจัย โรงพยาบาล เดล มาร์ (Research Institute Hospital del Mar) ในประเทศสเปน ได้รายงานผลการศึกษาผลต่อสุขภาพของน้ำในสระว่ายน้ำที่ใส่สารฆ่าเชื้อโรคในวารสารอีเอชพี (Environmental Health Perspectives : EHP) ระบุว่าการว่ายน้ำในสระว่ายน้ำที่มีส่วนผสมของคลอรีน อาจชักนำให้เกิดภาวะความเป็นพิษต่อยีน (genotoxicity) ซึ่งเป็นผลให้ดีเอ็นเอถูกทำลายและอาจกลายเป็นบ่อเกิดของโรคมะเร็งได้เท่ากับการหายใจเข้าไป ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการศึกษาถึงสารตกค้างจากการฆ่าเชื้อโรค

วิวัฒนาการของมนุษย์จากบรรพบุรุษจนถึงปัจจุบันเป็นมาอย่างไร

วิวัฒนาการของมนุษย์จากบรรพบุรุษจนถึงปัจจุบันเป็นมาอย่างไร
เป็นที่รู้กันมนุษย์นั้นเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เพิ่งวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ เพื่อความอยู่รอดกันมาเมื่อไม่นานมานี้เองครับ แต่ใครจะรู้บ้างว่าแท้จริงแล้วประวัติศาสตร์การวิวัฒนาการของมนุษย์นั้น สามารถนับจากยุคปัจจุบันย้อนหลังไปได้ถึงราว 70 ล้านปีก่อนโน้นเลยทีเดียว โดยสามารถแบ่งออกเป็นยุคที่สำคัญได้ดังต่อไปนี้ 1. ยุคกำเนิด 70 ล้านปีก่อน เป็นช่วงแรกเริ่มของวิวัฒนาการ จากลิงตัวใหญ่ ขนดก ไม่มีหางและเดินหลังค่อม กลายมาเป็นเดินตัวตรง มีขนน้อย และมันสมองเริ่มใหญ่ขึ้น 2. ยุค 20-25 ล้านปีก่อน เป็นยุคที่มนุษย์ยังมีร่างกายเป็นลิง โปรคอนซูล (Proconsul) คือลิงไม่มีหาง มีขนดก ลักษณะไม่ต่างอะไรกับยุคก่อน แต่สามารถยืนลำตัวตั้งตรงได้บ้างแล้ว 3. ยุค 2-5 ล้านปีก่อน เป็นยุคที่เรียกกันว่า ออสตราโลพิธีคัส (Australopithecus) หรือเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์เรานั่นเองซึ่งรูปลักษณ์ของออสตราโลพิธีคัสนั้น จะสามารถวิวัฒนาการร่างกายได้จนลำตัวตั้งตรง และมีการประดิษฐ์หรือใช้สอยเครื่องมือต่างๆ ที่ทำจากหินได้บ้างแล้ว เช่นกระบอง หรือค้อนที่ทำจากหิน สำหรับการล่าสัตว์ 4. ยุค 400000 ปีก่อน เป็นยุคที่มนุษย์เริ่มรู้จักการใช้ไฟในการให้ความอบอุ่น แสงสว่าง รวมไปถึงการปรุงรสชาติเนื้อสัตว์ให้สุก ก่อนการรับประทาน 5. ยุค 250000 ปีก่อน เป็นยุคที่เรียกกันว่า โฮโม เซเปียนส์ (Homo Sapiens)

กระบวนการเกิดหินงอก หินย้อย เกิดจากอะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร

กระบวนการเกิดหินงอก หินย้อย เกิดจากอะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร
หินงอกหินย้อย คือปรากฏการณ์ชนิดหนึ่งที่เกิดต่อเนื่องกันมาเป็นเวลาหลายๆ พันหรือหมื่นปี ซึ่งส่วนใหญ่นั้นมักเกิดขึ้นในถ้ำหินปูน เพราะมีความชื้นอันเป็นปัจจัยของการเกิดขึ้นของปรากฏการณ์ประเภทนี้ ลักษณะของหินงอกหินย้อยนั้น เป็นหินที่ยื่นหรือหยดเข้าหากันคล้ายกับเป็นของเหลว โดยมากเราเรียกหินที่หยดลงมาจากด้านบนว่าหินย้อย และเรียกหินที่ยื่นขึ้นไปจากทางด้านล่างว่าหินงอก ซึ่งกระบวนการต่างๆ ที่ทำให้เกิดสภาพนี้นั้นสามารถอธิบายได้ดังต่อไปนี้ 1. หินงอกหินย้อยเกิดจากความชื้นต่างๆ ที่สะสมอยู่ในดิ้น คือเมื่อปลายยุคน้ำแข็ง หิมะเริ่มละลายตัว และความชื้นต่างๆ ก็ไหลมาสะสมในดิน หรือช่องว่างระหว่างดิน กลายเป็นธารน้ำใต้ดิน 2. เมื่อน้ำใต้ดินนั้นรวมตัวกับคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้เกิดกระบวนการสึกกร่อน และเกิดเป็นกรดคาร์บอนิก ซึ่งเป็นกรดอ่อนชนิดหนึ่ง ซึ่งเมื่อหินปูนนั้นเจอกับกรดคาร์บอนิกที่สามารถกัดกร่อนหินปูนได้นั้น ก็จะทำให้เกิดช่องว่างขึ้น เล็กบ้างใหญ่บ้าง ซึ่งเราเรียกช่องว่างที่เกิดขึ้นใหม่นี้ว่า ถ้ำ 3. หินย้อย เกิดได้จากกระบวนการเหล่านี้เอง คือกล่าวกันได้ว่า หินย้อยคือหินปูนที่ จับตัวกันเป็นแท่งหรือแผ่นย้อยลงมาจากเพดานถ้ำ ซึ่งเมื่อมีน้ำที่มีหินปูนสะสมอยู่หยดลงมาตามรอยแตกหรือรอยแยก ซึ่งเมื่อน้ำนั้นสูญเสียคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป ก็จะทำให้เกิดสารประกอบประเภทคาร์บอเนต จากนั้นเมื่อเกิดการสะสมตัวพอกพูนมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดเป็นแท่งหินที่ย้อยลงมาจากเพดานถ้ำ โดยมากมักมีลักษณะกลวงด้านใน 4. หินงอก เป็นกระบวนการที่คล้ายกันก็คือ เกิดจากน้ำที่มีหินปูนสะสมอยู่ที่หยดลงมาจากเพดานถ้ำ สู่ชั้นหินเบื้องล่าง ความที่น้ำนั้นมีตะกอนหินปูนอยู่มาก เมื่อเกิดการสูญเสียคาร์บอนไดออกไซด์ไปจึงทำให้เกิดสะสมเป็นแท่ง ยื่นไปในอากาศสูงจากพื้นถ้ำ ซึ่งกระบวนการเกิดหินงอกหินย้อยนี้มีความสัมพันธ์กัน ดังนั้นเมื่อเกิดหินย้อยแล้วต้องมีหินงอกด้วย (ยกเว้นถ้ำที่ไม่มีพื้น) และเมื่อมีหินงอกต้องมีหินย้อยด้วยเช่นกัน สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะเที่ยวชมถ้ำหินงอกหินย้อยนั้น ในประเทศไทยก็มีอยู่หลายที่ พบได้บ่อยทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย เช่นถ้ำละว้า จ. กาญจนบุรี …

ไม่ต้องรองพื้นหนา หน้าก็สวยเนียนได้

ไม่ต้องรองพื้นหนา หน้าก็สวยเนียนได้
อุปสรรคใหญ่ของสาวๆ ในการแต่งหน้า คือการปกปิดรอยฝ้า กระ จุดด่างดำ ซึ่งต้องอาศัยคอนซีลเลอร์ตัวเด็ด รองพื้นขั้นเทพ แต่แม้จะมีเจ้าสองตัวที่ว่ามาก็ยังไม่น่าพอใจอยู่ดี เพราะบางทีเราก็อยากจะได้ลุคเบาๆ บางๆ แต่ตัวช่วยเหล่านั้นให้ลุคที่หนาไปหน่อย คงจะดีกว่าถ้าผิวเราเนียนใสอยู่แล้ว แต่งหน้ายังไงก็สวยโดยที่ไม่ต้องโบ๊ะหนัก เราได้รวบรวมวิธีดูแลผิวให้ใสเป๊ะ มาฝากกันค่ะ รับรองว่าทำตามนี้ ภายในเวลาไม่นาน ผิวของสาวๆ จะสวยขึ้นจนสังเกตได้

lisa_1

– ใช้สกินแคร์ดีๆ

เลือกใช้สกินแคร์ และเหล่าครีมทาหน้าทั้งหลายให้ตรงกับความต้องการ อยากมีผิวขาวใส ต้องเลือกครีมที่มีส่วนผสมของวิตามินซี หากอยากผิวใสไร้จุดด่างดำ ให้เลือกครีมที่มีส่วนผสมของอาร์บูติน เพราะอาร์บูตินจะไปทำงานยังจุดด่างดำอย่างตรงจุดให้รอยด่างดำจางลงได้โดยไม่ทำให้ผิวบางลงนั่นเอง

– ทากันแดดให้เป็นนิสัย

ไม่ว่าจะแสงแดดหรือแสงไฟ ล้วนแล้วแต่มีรังสียูวีที่ทำร้ายผิวเราให้คล้ำเสียได้ นานวันเข้าก็เกิดริ้วรอย ฝ้า กระ ครีมกันแดดจึงเป็นตัวที่ช่วยปกป้องผิวได้ดีที่สุด

– ล้างหน้าให้สะอาด

ถ้าล้างหน้าไม่เกลี้ยง สิ่งสกปรกและคราบเครื่องสำอางต่างๆ ก็จะเข้าไปอุดตันรูขุมขน เป็นที่มาของสิวเสี้ยน ยิ่งถ้าเราใจไม่แข็งพอ ไปบีบหรือแกะเข้าละก็ ปัญหาใหญ่อย่างเรื่องรอยสิว หลุมดำบนใบหน้าก็จะตามมา แก้ยากไปอีก

– ทานผักผลไม้ให้มาก

ผักผลไม้มีวิตามินที่ช่วยในการบำรุงผิว โดยเฉพาะผักผลไม้ที่มีวิตามินเอ วิตามินซี อย่าง คะน้า ผักบุ้ง ส้ม ฝรั่ง ฯลฯ บอกเลยยิ่งกินผิวยิ่งเปล่งปลั่ง

Sleeping_1

– พักผ่อนให้เพียงพอ

ช่วงเวลาที่เราหลับ ร่างกายจะหลั่งสารเมลาโทนินออกมาได้ดี สารนี้มีคุณสมบัติในการช่วยปกป้องเซลล์ผิวหนังจากสารอนุมูลอิสระต่างๆ ทำให้ผิวหนังดูสดใส ไม่อิดโรย ไม่มีริ้วรอยก่อนวัย จะแต่งหน้ายังไงก็สวย

ข้อแนะนำเมื่อทำแผ่นป้ายทะเบียนรถหาย ต้องทําอย่างไรก่อนเป็นอันดับแรก

ข้อแนะนำเมื่อทำแผ่นป้ายทะเบียนรถหาย ต้องทําอย่างไรก่อนเป็นอันดับแรก
ป้ายทะเบียนรถ ถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญสำหรับผู้ขับขี่รถทุกประเภทก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ รถมอเตอร์ไซต์ เพราะเจ้าป้ายทะเบียนนี้คือตัวที่บอกว่าใครเป็นเจ้าของรถ ทะเบียนรถนี้ปกติมักจะติดอยู่กับตัวรถ แต่ก็มีบ้างเหมือนกันที่มันหลุดหายไป ซึ่งก็เป็นได้จากหลายๆ สาเหตุ เช่น อุบัติเหตุทำให้ป้ายหลุด หรือตัวยึดป้ายนั้นเกิดสนิมและทำให้ตัวป้ายหลุดออกไปเอง (กรณีนี้พบเยอะมากเมื่อเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554) และหลายคนอาจจะสงสัยว่า เมื่อทะเบียนรถของเราหายไปแล้ว จะสามารถทำอย่างไรได้บ้าง วันนี้เรามีข้อแนะนำมาฝากกันครับ

1. มองหาดูรอบๆ ก่อน เป็นวิธีการแรกที่แนะนำ เพราะเจ้าป้ายที่ว่านี้เมื่อมันหลุดออกมันคงไม่ลอยหายไปไหนไกลๆ แน่ (ยกเว้นกรณีที่เจ้าของไม่รู้ว่ามันหลุดหายและขับรถออกมาจากบริเวณนั้น) ดังนั้นให้ลองมองหาดูรอบๆ บริเวณก่อน เผื่อว่ามันจะหลุดหล่น หรือตกอยู่บริเวณนั้น

2. แจ้งความ หากหาไม่เจอจริงๆ ให้รีบไปที่โรงพักใกล้บ้านแล้วแจ้งความเป็นบันทึกประจำวันเอาไว้ แนะนำว่าอย่าลืมนำเอาเอกสารประจำตัวต่างๆ ของคุณติดตัวไปด้วยและที่สำคัญห้ามลืม กท. รถของตนเป็นอันขาด เพราะเจ้าหน้าที่จะได้รู้ว่าตัวอักษรและเลขทะเบียนรถของคุณนั้นเป็นตัวอะไร และเมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนกระบวนการแจ้งความแล้ว ต้องเสียค่าแจ้งความ 20 บาทเท่านั้น

3. เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการแจ้งความแล้ว ให้เข้าสู่กระบวนการขอป้ายใหม่ภายในเวลาไม่เกิน 15 วันนับแต่แจ้งความ ซึ่งการขอป้ายใหม่นี้สามารถแบ่งออกได้เป็นสองแบบดังต่อไปนี้

– หากเป็นรถที่ยังผ่อนอยู่นั้น เจ้าของรถที่แท้จริงคือไฟแนนซ์ ให้เรารีบติดต่อไปยังไฟแนนซ์ของเราโดยทันที เพื่อแจ้งให้เจ้าหน้าที่ของไฟแนนซ์รับทราบว่าป้ายทะเบียนรถหาย จากนั้นเจ้าหน้าที่ของไฟแนนซ์จะดำเนินเรื่องทั้งหมดให้ แต่ต้องมีค่าใช้จ่ายตามที่ไฟแนนซ์กำหนด ซึ่งส่วนนี้สามารถสอบถามได้โดยตรงกับไฟแนนซ์ครับ

– หากเป็นรถที่ผ่อนหมดแล้ว หรืออีกนัยหนึ่งนั้นรถเป็นของคุณโดยสมบูรณ์ ให้ติดต่อไปที่ขนส่งจังหวัดที่เราใช้ป้ายทะเบียนนั้นๆ (อย่าลืมนำเอกสารแจ้งทะเบียนหายติดตัวไปด้วยเพื่ออ้างอิง) แล้วไปที่เคาน์เตอร์แจ้งเรื่อง จากนั้นเจ้าหน้าที่จะขอเอกสารของคุณ ซึ่งประกอบไปด้วย สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน และสมุดประจำตัวรถ เมื่อเจ้าหน้าที่รับดำเนินเรื่องเป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการครับ เหลือแค่รอแผ่นป้ายใหม่เท่านั้น

การขอป้ายทะเบียนรถ แม้ว่าไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยากมากมายเลยก็จริง แต่ก็มักจะทำให้เสียเวลาในการเดินทางไปติดต่อ ดังนั้นหากเราป้องกันไม้ให้เจ้าแผ่นทะเบียนหาย โดยการหมั่นเช็คสภาพอยู่เสมอ ว่ามีส่วนไหนชำรุด หรือหักหลุดออกไปหรือไม่ จะช่วยป้องกันไม่ให้แผ่นทะเบียนหายได้ในระดับหนึ่ง

หากพบว่ากรอบป้ายทะเบียนที่ใช้อยู่เกิดชำรุดเสียหาย หรือป้ายทะเบียนหลุดง่าย ก็สมควรที่จะเปลี่ยนไปใช้อันใหม่แทนจะดีกว่า เพราะสมัยนี้ราคาก็ไม่ได้แพงมาก ดีกว่าตอนป้ายทะเบียนหาย ต้องเสียเวลามาดำเนินการขอใหม่ เหมือนดังสุภาษิตที่ว่า “เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย” จริงไหมหละครับ

น้ำพุร้อนเกิดจากอะไร สาเหตุการเกิดน้ำพุร้อนแต่ละชนิดมีกระบวนการอย่างไรบ้าง

น้ำพุร้อนเกิดจากอะไร สาเหตุการเกิดน้ำพุร้อนแต่ละชนิดมีกระบวนการอย่างไรบ้าง
น้ำพุร้อน หมายถึง น้ำที่พ่นออกมาจากผิวดินขึ้นสู่อากาศ ด้วยความดันจากความร้อนใต้พิภพ ซึ่งน้ำพุร้อนนี้มีหลายขนาดและหลายประเภทแตกต่างกันออกไปตามสภาพภูมิประเทศหรือปัจจัยการเกิดของน้ำพุร้อนนั้นๆ เช่นปริมาณแร่ธาตุที่ละลายผสมอยู่ในน้ำ เป็นต้น ซึ่งเราสามารถแบ่งน้ำพุร้อนออกเป็นประเภทที่พบเห็นได้บ่อย และวิธีการเกิดได้ดังต่อไปนี้

1. น้ำพุร้อนไกเซอร์ (Geyser) เป็นน้ำพุร้อนที่มีขนาดใหญ่และกำลังแรงมาก อาจะพ่นน้ำได้สูงขึ้นไปในอากาศได้ถึง 60 เมตรเลยก็ได้ เกิดจากการสะสมความร้อนจากน้ำในโพรงดินใต้พื้นพิภพ และไม่สามารถระบายออกมาได้ เมื่อความร้อนไม่สามารถระบายออกมาได้ ก็จะสะสมกักเก็บจนมีแรงดันมหาศาลที่สามารถพ่นน้ำให้สูงขึ้นไปได้ในอากาศ และเมื่อความร้อนคลายออกไปจนหมดแล้ว จะเข้าสู่การเก็บสะสมความร้อนใหม่อีกครั้ง

2. น้ำพุร้อน ( Hot Spring ) เกิดจากน้ำที่ไหลออกมาจากทางน้ำใต้พื้นดิน ซึ่งมีอุณหภูมิที่สูงกว่าร่างกายมนุษย์ โดยมากน้ำที่ไหลออกมาจะเป็นลักษณะของการปลดปล่อยพลังงาน และเมื่อน้ำที่ไหลออกมานั้นคลายความร้อนหรือพลังงานลงก็จะไหลกลับคืนสู่แหล่งอีกครั้ง ซึ่งบ่อน้ำพุประเภทนี้มักจะมีแร่ธาตุต่างๆ เจือปนอยู่ด้วยทำให้มักมีสีหรือกลิ่นที่แตกต่างกันออกไป น้ำพุร้อนประเภทนี้พบได้มากใน ไทย ไอซ์แลนด์ นิวซีแลนด์ เป็นต้น

3. บ่อไอเดือดหรือพุก๊าซ (Fumarole) มีลักษณะที่เป็นปล่องหรือหลุม ซึ่งมักจะมีไอน้ำระเหยเป็นไออยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ก็เพราะในบริเวณนั้นมีน้ำน้อย แต่มีอุณหภูมิใต้พื้นดินที่มีความร้อนสูง ทำให้น้ำที่อยู่บริเวณนั้นระเหยกลายเป็นไออยู่ตลอดเวลา น้ำพุร้อนประเภทบ่อเดือดนี้พบได้มากในประเทศที่มีภูเขาไฟ

4. บ่อโคลนเดือด หรือบ่อพุเดือด(Mud pot) มีลักษณะเป็นบ่อที่มีน้ำผสมกับดินจนกลายเป็นดินเหลว ประกอบกับเมื่อมีความร้อนใต้ชั้นดินด้านล่างที่สูงจัด จนดันไอน้ำที่มีพลังงานความร้อนจัดขึ้นมาทะลุชั้นผิวที่เป็นโคลน ทำให้ดูเหมือนเป็นการระเบิดย่อยๆ บ่อชนิดนี้มักมีกำมะถันเจือปนอยู่ด้วย ดังนั้นจึงมักจะได้กลิ่นของกำมะถันกระจายอยู่ทั่วบริเวณ พบบ่อประเภทนี้ได้บ่อยมากในประเทศที่มีภูเขาไฟ

น้ำพุร้อนในแต่ละที่นั้นมีอุณหภูมิที่แตกต่างกันออกไปนะครับ ตั้งแต่แค่อุ่นๆ จนไปถึงร้อนจัดจนสามารถต้มไข่สุกได้ในไม่กี่นาที สำหรับประเทศไทยเรานั้นสถานที่ท่องเที่ยวในเรื่องของน้ำพุร้อนจะอยู่ที่บริเวณภาคเหนือของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น น้ำพุร้อนหินดาด กาญจนบุรี น้ำพุร้อนสันกำแพง โป่งเดือดป่าแป๋ เชียงใหม่ และที่อื่นๆ อีกมากมาย

วิธีสังเกต งูเหลือมกับงูหลามต่างกันอย่างไร เทคนิคแยกชนิดงูแบบง่ายๆ

วิธีสังเกต งูเหลือมกับงูหลามต่างกันอย่างไร เทคนิคแยกชนิดงูแบบง่ายๆ
ถ้าให้เอ่ยชื่องูที่ไม่มีพิษ ลำตัวโตใหญ่ยาวขึ้นมาสักชนิด หลายคนคงแย่งกันตอบ ว่างูเหลือมหรือไม่ก็งูหลาม เป็นแน่แท้ ซึ่งถ้าหากถามต่อไปอีกว่า งูเหลือมกับงูหลามมีลักษณะที่ต่างกันอย่างไร ทีนี้ก็จะเริ่มส่ายหน้าเกาหัวกันแล้วใช่ไหมครับ ทั้งนี้ก็เพราะว่าความรู้ทั่วๆ ไปเกี่ยวกับงูสองชนิดนี้มีไม่ค่อยเยอะ ซึ่งส่วนใหญ่ถ้าเป็นเรื่องงู จะเน้นไปที่งูมีพิษ พวกงูเห่า งูจงอางซะมากกว่า ดังนั้นวันนี้เราจะมาบอกเล่ากันครับ ว่างูเหลือมกับงูหลามนั้น แท้ที่จริงแล้วต่างกันหรือไม่ หรือว่าเป็นงูชนิดเดียวกัน

1. ชื่อสามัญและชื่อทางวิทยาศาสตร์ของทั้งเจ้าเหลือมและเจ้าหลามนั้นต่างกัน โดยงูเหลือมนั้นมีชื่อสามัญว่าReticulated Python และชื่อในทางวิทยาศาสตร์คือ Python Reticulatus ส่วนเจ้าหลามนั้นมีชื่อสามัญและชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Indian Python , Python Molurus ตามลำดับ

2. งูหลามนั้นมีลำตัวที่ใหญ่กว่างูเหลือม แต่มีความยาวน้อยกว่า โดยงูหลามนั้นมีความยาวอยู่ที่ 1-3 เมตร ส่วนงูเหลือมนั้นยาว 1-5 เมตร

3. ข้อนี้เป็นวิธีสังเกตที่ง่ายที่สุดครับ เพราะหัวของงูหลามนั้นดูคล้ายหัวลูกศรสีขาว แต่หัวของเจ้าเหลือมจะเป็นหัว ลูกศรเหมือนกันแต่สีจะออกดำ ซึ่งเมื่อจะสังเกตงูประเภทนี้ให้มองที่หัวก่อนเป็นอันดับแรกครับ

4. งูหลามมีนิสัยที่ไม่ดุร้ายเท่างูเหลือม และมักจะออกล่าเหยื่อบนบก ต่างกับเจ้าเหลือมที่ดุร้ายและจะพุ่งเข้าใส่ศัตรูของมันทันที มันสามารถหากินได้ทั้งบนบกและในน้ำ หากพบเห็นงูประเภทนี้ที่หากินอยู่ในน้ำ ให้สันนิษฐานได้เลยว่าเป็นงูเหลือม

5. หากพบเห็นงูประเภทนี้ที่บริเวณภาคใต้ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นงูเหลือม ทั้งนี้เพราะถิ่นกำเนิดของงูหลามนั้น ไม่ได้อยู่ในบริเวณภาคใต้ แต่จะพบมันได้ในภาคอื่นๆของประเทศไทย อินเดียตอนล่างและพม่า ส่วนเจ้าเหลือมนั้นพบได้ทั่วไป

6. ปกติแล้วงูหลามจะไม่หากินในน้ำ ต่างจากงูเหลือมที่สามารถหากินได้ทั้งบนบกและในน้ำ

7. ระยะเวลาการฟักไข่ที่ต่างกัน โดยเจ้าหลามนั้นจะใช้เวลาฟักไข่ 2 เดือน แต่เจ้าเหลือมจะใช้เวลาฟักไข่ 3 เดือน

8. หากพบเห็นงูประเภทนี้บนต้นไม้ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นงูเหลือม ทั้งนี้เพราะนิสัยของงูหลามนั้นไม่ชอบหากินบนต้นไม้ หรือปีนต้นไม้ รวมไปถึงไม่ชอบการหากินในน้ำ ต่างจากงูเหลือมที่ชอบทั้งขึ้นต้นไม้และชอบหากินในน้ำ

แม้ว่างูทั้งสองประเภทนั้น เป็นงูที่ไม่มีพิษ แต่อย่าเข้าใกล้เชียวนะครับ เพราะมันมีอันตรายในเรื่องของการรัดเหยื่อ ซึ่งเมื่อมันรัดเข้ากับตัวแล้วนั้นอาจทำให้เกิดอาการกระดูกหักหรือเสียชีวิตได้เลย หากไม่มีคนมาช่วยได้ทันท่วงที ดังนั้นเมื่อเห็นงูเหลือมหรืองูหลามที่ไหนก็ตาม ให้หลีกเลี่ยงหรือไม่เข้าใกล้ระยะกระโจนของมันจะดีกว่า

งูผสมพันธุ์กันอย่างไร วันนี้เราจะพาไปดูพฤติกรรมการสืบพันธุ์ของงูกัน

งูผสมพันธุ์กันอย่างไร วันนี้เราจะพาไปดูพฤติกรรมการสืบพันธุ์ของงูกัน
งูนั้นเป็นสัตว์ที่หลายๆ คนนั้นเกลียดและกลัวเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ด้วยรูปร่างที่น่าสะพรึงกลัว และด้วยพิษที่ร้ายแรง (งูบางชนิด) ทำให้ใครหลายๆ คนร้องยี้เมื่อพูดถึงมัน แต่วงจรชีวิตของงูนั้นมีอะไรน่าสนใจมากครับ ทั้งนั้นเพราะมันเป็นตัวที่ไม่มีเท้า หรืออวัยวะสืบพันธุ์ให้เห็นกันจะๆ แบบสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อีกทั้งยังมีพฤติกรรมการสมสู่ที่ดูลึกลับ และไม่ค่อยจะมีใครได้พบเห็นพฤติกรรมแบบนั้นของมันสักเท่าไหร่ ดังนั้นวันนี้เราจะพาท่านไปดูวิธีการสืบพันธุ์ของเจ้าอสรพิษกันครับ

งูส่วนใหญ่นั้นมีการใช้ชีวิตที่โดดเดี่ยว มักจะอาศัยและออกหากินตามลำพังมากกว่าอยู่ด้วยกันเป็นฝูง ด้วยความที่งูส่วนใหญ่มีพิษมาก จึงไม่ค่อยมีศัตรูในธรรมชาติมากนักเหมือนสัตว์ชนิดอื่น แต่เมื่อถึงฤดูที่มันต้องวางไข่หรือผสมพันธุ์ งูจะเข้ามารวมกลุ่มกันเพื่อเลือกคู่ผสมพันธุ์ ซึ่งฤดูผสมพันธุ์ที่ว่านี้ไม่ได้แน่นอนเหมือนสัตว์ประเภทอื่น เพราะเจ้างูนี้จะมีความสามารถในการเลื่อนระยะเวลาสืบพันธุ์ออกไปได้เรื่อยๆ เหมือนกับมนุษย์เลยครับ ดังนั้นจะพูดได้ว่ามันจะสืบพันธุ์จริงๆเมื่อถึงตอนที่มันอยากก็คงไม่ผิดนัก

เมื่อถึงฤดูที่มันอยากจะผสมพันธุ์ งูจะออกตามหาคู่ที่ตามป่าหรือเขา หรือสถานที่ต่าง ๆ แต่ก็มีบางสายพันธุ์นะครับที่มันอยู่รวมกันเป็นกลุ่มๆ อยู่แล้ว ซึ่งเจ้างูสายพันธุ์ที่ว่านี้ก็จะเลือกจับคู่กันเอง ไม่ออกหาคู่เหมือนงูสายพันธุ์อื่น ซึ่งมักจะพบเห็นงูสายพันธุ์ที่ว่านี้ในถ้ำลึก หรือในป่าโดยทั่วไปแล้วนั้นเมื่อมันพบคู่ของมัน ตัวผู้จะทำการเกี้ยวหรือกอดรัดหรือเกี้ยวตัวพันรอบตัวเมีย และใช้อวัยวะเพศของมันสอดเข้าไปที่อวัยวะเพศของตัวเมียเพื่อปล่อยน้ำเชื้อ โดยอวัยวะเพศของงูนั้นจะอยู่บริเวณโคนหางซึ่งซ่อนอยู่ในเปลือกหรือเกล็ดงู เจ้าอวัยวะเพศนี้ ถ้าไม่สังเกตดีๆหรือเข้าไปดูใกล้ๆนั้น ไม่มีทางมองออกเลยว่า ตัวไหนเป็นตัวผู้หรือตัวเมีย บางสำนักวิจัยที่มีการทดลองหรือศึกษาเกี่ยวกับงูนั้น ต้องบีบหรือจับดูที่โคนหาง จึงจะสามารถมองเห็นอวัยวะส่วนนี้ของงูได้

เมื่องูผสมพันธุ์เสร็จแล้วมักจะแยกย้ายกันออกไป โดยตัวเมียนั้นจะเสาะหาสถานที่วางไข่ โดยมากมักจะเป็นสถานที่ที่มีความอบอุ่นและปลอดภัย โดยหลังจากการวางไข่ประมาณ 3 เดือนไข่ก็จะสามารถฟักออกมาเป็นตัวได้นั่นเอง

น้ำผึ้งเป็นเหตุ! เด็ก 6 เดือน เสียชีวิตด้วยโรคโบทูลิซึม

 


น้ำผึ้งเป็นเหตุ! เด็ก 6 เดือน เสียชีวิตด้วยโรคโบทูลิซึม
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับเด็กชายวัย 6 เดือน ที่อาศัยอยู่ในเขตอาดาจิ ณ เมืองหลวงโตเกียว จากการตรวจสอบพบว่า เด็กชายได้เสียชีวิตลงเนื่องจากการดื่มน้ำผลไม้ผสมน้ำผึ้งที่มีเชื้อ Clostridium botulinum ซึ่งทางคนในครอบครัวให้เด็กดื่มเพื่อหย่านม ทางการ ฯ ได้แจ้งเตือนสำหรับผู้ที่มีบุตรอายุน้อยกว่า 1 ปี ควรหลีกเลี่ยงการให้เด็กรับประทานน้ำผึ้ง

capture-20170408-003224

เรื่องราวเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ เด็กชายวัย 6 เดือน ได้เริ่มมีอาการไอ และต่อมา วันที่ 20 กุมภาพันธ์ ได้มีอาการแย่ลง พบอาการชัก ระบบหายใจล้มเหลว จึงถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล และเสียชีวิตในวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา

จากการตรวจสอบ พบว่าตั้งแต่กลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา คนในครอบครัวของเด็กชายได้ซื้อน้ำผึ้งมาผสมกับน้ำผลไม้ให้เด็กชายดื่มทุก ๆ วัน วันละประมาณ 2 ครั้ง โดยหวังจะให้เด็กหย่านม และคิดว่าน้ำผึ้งดีต่อสุขภาพ ซึ่งเมื่อทำการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการแล้ว ก็พบเชื้อ Clostridium botulinum จากอุจจาระของเด็กชาย และน้ำผึ้งที่เก็บไว้อยู่ภายในบ้านของเด็กชายดังกล่าว

capture-20170408-0032245

และเมื่อวันที่ 7 เมษายน เด็กชายวัย 6 เดือนผู้โชคร้าย ก็ได้ถูกวินิจฉัยสาเหตุการเสียชีวิต ว่าเกิดจาก “โรคโบทูลิซึมในทารก (Infant botulism)” โรคนี้เกิดจากการเจริญของเชื้อ Clostridium botulinum และสร้างสารพิษโบทูลิซึมในทางเดินอาหารของทารก ซึ่งทางเดินอาหารของทารกมีปัจจัยสำคัญ ที่เหมาะสมในการเจริญของเชื้อ ได้แก่ การพัฒนาการเคลื่อนไหวยังไม่ดีและความเป็นกรดต่ำ โดยอาการที่พบในเด็กทารก จะเริ่มด้วยท้องผูก เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ดูดกลืนลำบาก ร้องไห้เสียงเบา และคออ่อนพับ โรคนี้สามารถป้องกันได้โดยการหลีกเลี่ยงการให้อาหารที่อาจปนเปื้อนเชื้อ Clostridium botulinum เช่น น้ำผึ้ง ในเด็กทารกที่อายุน้อยกว่า 1 ปี

นับตั้งแต่ปี 1986 ที่ประเทศญี่ปุ่นได้เริ่มทำสถิติเป็นต้นมา พบว่ามีการรายงานผู้ป่วยโรคโบทูลิซึมในทารกทั่วประเทศเพียง 36 ราย รวมกรณีเสียชีวิตในครั้งนี้ด้วย ซึ่งกรณีเด็กชายนี้ เป็นการเสียชีวิตจากโรคโบทูลิซึมในทารก ครั้งแรกของประเทศญี่ปุ่น

capture-20170408-003122

สำหรับโรคโบทูลิซึมในทารกนี้ จะมีความเสี่ยงเกิดขึ้นเฉพาะกับเด็กทารกเท่านั้น และสัดส่วนความเป็นไปได้ที่จะพบเชื้อชนิดนี้ภายในน้ำผึ้งตามท้องตลาดนั้นก็มีเพียง 5% เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมาก

อันตรายที่อาจมาพร้อมกับ “ว่านชักมดลูก”

อันตรายที่อาจมาพร้อมกับ “ว่านชักมดลูก”
ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้หญิง ปัญหาสุขภาพมักจะมีมาให้หยุมหยิมกวนใจเล่นกันอยู่เรื่อยๆ ยิ่งอายุมากขึ้น ก็ยิ่งโรคภัยถามหามากขึ้นเช่นกัน ครั้นจะไปหาหมอ ทานยาปฏิชีวนะบ่อยๆ หลายคนก็กลัวว่าตับไตจะพัง เลยหันหน้ามาพึ่งสมุนไพรกันมากขึ้น หวังว่าจะปลอดภัยต่อร่างกายเรามากกว่า

สมุนไพรที่ผู้หญิงมักเลือกทานเป็นอันดับต้นๆ ก็หนีไม่พ้น “ว่านชักมดลูก” ที่มีสรรพคุณดีต่อร่างกายมากมาย และมีผลิตภัณฑ์หลากหลายยี่ห้อให้เลือกสรร

แต่จริงๆ แล้ว แม้ว่าว่านชักมดลูกจะมีประโยชน์นานัปการ ก็ยังคงมี “ข้อควรระวัง” ที่ผู้ทานควรศึกษาก่อนซื้อมาทานด้วย

ว่านชักมดลูก คืออะไร?

ว่านชักมดลูก เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง นอกจากจะเรียกว่าว่านชักมดลูกแล้ว ยังมีชื่อเรียกอื่นๆ อีก เช่น ว่านชักมดลูกตัวเมีย ว่านทรหด ว่านหำหด เป็นต้น

ว่านชักมดลูก มีลักษณะเป็นหัว หรือเหง้าทรงรี มีสรพพคุณช่วยดูแลรักษาอาการที่มักเกิดจากการทำงานผิดปกติของฮอร์โมนเพศหญิง เช่น มดลูกพิการ ประจำเดือนมาไม่ปกติ ปวดท้องประจำเดือน ขับน้ำคาวปลา รักษาอาการตกขาว

นอกจากนี้ยังช่วยรักษาอาการอื่นๆ เช่น อาหารไม่ย่อย ริดสีดวงทวาร ปัสสาวะกะปริดกะปรอย และไส้เลื่อน เป็นต้น

อันตรายที่อาจมาพร้อมกับ “ว่านชักมดลูก”

เนื่องจากว่านชักมดลูกมีหลายสายพันธุ์ แล้วยังแยกเป็นเพศผู้ และเพศเมีย

ว่านชักมดลูกเพศเมีย จะมีเส้นกลางใบสีเขียว ก้านช่อดอกสั้น หัวกลมรีตามแนวตั้ง แขนงสั้น เนื้อข้างสีขาวนวลแกมชมพูระเรื่อ ทิ้งไว้สักพักจะเป็นสีชมพูเข้ม

ว่านชักมดลูกเพศเมีย จะมีประโยชน์ในการรักษาอาการผิดปกติของฮอร์โมนเพศหญิง เพราะมีสารที่ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศหญิง หรือเอสโตรเจน และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ และต้านอาการอักเสบได้อีกด้วย

ส่วนว่านชักมดลูกเพศผู้ จะมีเส้นกลางใบสีแดง ก้านช่อดอกยาว หัวจะกลมแป้นกว่าเพศเมีย แขนงยางกว้างกว่า เนื้อในเนสีขาวนวลแกมเทาอ่อน แต่หากทิ้งไว้สักพักจะกลายเป็นสีชมพูเข้มเหมือนเพศเมีย

เนื่องจากการแยกเพศของว่านชักมดลูกอาจเป็นไปได้ยาก ดังนั้นจึงมความเป็นไปได้สูงที่ผู้ผลิต หรือผู้บริโภคจะจำแนกประเภทของว่านชักมดลูกไม่ถูกต้อง

ว่านชักมดลูกเพศผู้ จะไม่ได้มีประโยชน์ในการรักษาอาการผิดปกติของฮอร์โมนเพศหญิง แต่จะมีพิษต่อตับ ไต ม้าม

ดังนั้นหากเลือกประเภทของว่านชักมดลูกไม่ถูกต้อง หรือเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ว่านชักมดลูกจากผู้ผลิตที่ไม่น่าเชื่อถือ ไม่มีการตรวจสอบคุณภาพก่อนผลิต หรือก่อนจำหน่าย จึงมีความเป็นไปได้ที่จะผู้บริโภคจะได้รับว่านชักมดลูกผิดประเภท จนอาจเกิดอาการผิดปกติต่อตับ ไต ม้าม ได้

ทางที่ดี หากทานว่านชักมดลูกแล้วอาการผิดปกติต่างๆ ยังไม่ดีขึ้น ไม่ควรทนทานต่อไป ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และควรนำยาที่ทานไปให้แพทย์พิจารณาด้วย จะดีที่สุดค่ะ